th | en

กันยายน 2560

ธุรกิจบางจากมีวิวัฒนาการจากบริษัทน้ำมันมาเป็นธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายในทุกวันนี้ได้อย่างไร

ในอดีตบางจากเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งนับเป็นธุรกิจที่ยากเนื่องจากมีความผันผวนของกำไรค่อนข้างสูง ซึ่งตัวกำไรนี้ถูกกำหนดทิศทางโดยตลาดโลก และเราเองก็เป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่สุดในประเทศ ดังนั้นเพื่อที่จะมุ่งไปสู่ความยั่งยืน เราจึงมองหาวิธีในการกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางรายได้ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสีเขียว โดยเริ่มต้นจากการจับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังการผลิต 118 เมกะวัตต์ผ่านบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และเรายังได้มีการขยายธุรกิจออกไปยังกลุ่มพลังงานทดแทน อาทิ พลังงานลม พลังงานชีวมวล และพลังงานความร้อนใต้พิภพ นอกจากนี้เราได้เริ่มลงทุนทั้งในแหล่งทรัพยากรบนฝั่งและนอกชายฝั่ง ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเราเชื่อว่ามีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว อันจะเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของบางจากที่นำเสนอต่อตลาด สุดท้าย สำหรับธุรกิจการตลาดและสถานีบริการนั้น ตอนที่ผมเข้ามาร่วมงานกับบริษัทฯ เมื่อสามปีที่แล้ว ผลการสำรวจบ่งชี้ว่า “บางจาก” เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาด แม้ว่าสถานีบริการของเราไม่ได้มีในทุกที่ ดังนั้นเราจึงได้มีการขยายจำนวนสถานีบริการ ปรับปรุงรูปลักษณ์เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และเรายังตั้งเป้าหมายที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตในแต่ละสถานีบริการ กล่าวโดยสรุปคือ ปัจจุบันนี้ธุรกิจของเรามีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ร้อยละ 45-55 จากธุรกิจโรงกลั่น ร้อยละ 20-25 สำหรับธุรกิจตลาด และร้อยละ 20-25 จากบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และกลุ่มธุรกิจใหม่

แม้ว่าจะมีความหลากหลายทางธุรกิจมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าธุรกิจโรงกลั่นก็ยังคงมีผลประกอบการที่ดี เป็นเพราะสาเหตุใด

ผมต้องให้เครดิตกับทีมงานที่บริหารธุรกิจโรงกลั่น เมื่อห้าปีที่แล้ว อัตราการผลิตเฉลี่ยของบางจากอยู่เพียงแค่ 75,000-80,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ในวันนี้อัตราการผลิตเฉลี่ยของเราเพิ่มสูงกว่า 100,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงถึง 111,000 บาร์เรลต่อวันนอกจากนั้นการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบยังส่งผลบวกให้กับธุรกิจของเราและโรงกลั่นทั่วไปอีกด้วย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าการกลั่นดี การที่บริษัทของเราตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียก็คือเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงโรงงานของเราโดยตรงได้ แต่ข้อดีก็คือเราอยู่ใกล้กับลูกค้า ด้วยความที่เราเป็นโรงกลั่นที่มีขนาดเล็กที่สุด ปริมาณการผลิตถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เราหันมาปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มกำลังการกลั่นเป็น 130,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มความยืดหยุ่นของผลผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรได้ดี นอกเหนือจากนี้ ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เราได้สังเกตเห็นเทรนด์ของการที่ผู้ขับขี่รถยนต์และรถแท็กซี่หันมาใช้ LPG และ CNG กันมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นแม้ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศจะอยู่เพียงแค่ 3% เท่านั้น ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นที่จะให้โรงกลั่นและสถานีบริการของเราตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้ ปัจจุบัน EBITDA ของธุรกิจโรงกลั่นอยู่ที่ 5-6 พันล้านบาท และเราคาดหวังว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็น 7-8 พันล้านบาทหลังจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ แม้ว่าความสามารถในการทำรายได้ของธุรกิจโรงกลั่นจะมีสัดส่วนที่ลดลงจากรายได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญก็คือการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจโดยรวม

ก่อนหน้านี้คุณบอกว่ามีการดำเนินการในส่วนของธุรกิจตลาดและสถานีบริการเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่าบางจากได้มีการทำอะไรในเชิงรุกบ้าง

เราได้มีการดำเนินการหลายอย่างในเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงรูปลักษณ์ของสถานีบริการและเพิ่มจำนวนร้านค้าเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ปัจจุบันเรามีสถานีบริการกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยสถานีบริการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของและดำเนินการเอง สถานีบริการที่มีตัวแทนเป็นเจ้าของและดำเนินการ และสถานีบริการประเภทสหกรณ์ ในการที่จะยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้า เราให้ความสำคัญกับทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดปลีกย่อย ในสถานีบริการของเรานั้นจะมีร้านอาหาร เช่น Lemon Kitchen และ A&W และร้านกาแฟอินทนิล การ์เด้น ซึ่งใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าออร์แกนิคเท่านั้น และแม้กระทั่งแก้วกาแฟก็ยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เมื่อเร็วๆ นี้เราได้เข้าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Spar International ซึ่งที่ผ่านมาเราร่วมมือกับบิ๊กซีมาโดยตลอด แต่เราก็ได้ตัดสินใจยุติความร่วมมือดังกล่าวเนื่องจากเราต้องการขยายธุรกิจในอัตราที่เร็วขึ้น และหลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกับแบรนด์ร้านสะดวกซื้อทั้งในและต่างประเทศ เราก็ได้พบกับ Spar International ซึ่งมีค่านิยมในการดำเนินธุรกิจที่คล้ายกับบางจาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานเป็นทีมและการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคมและชุมชน ตลอดจนการคืนผลกำไรกลับสู่สมาชิกของชุมชน สถานีบริการ flagship ของเราที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดถึงผลลัพธ์ของการดำเนินการเหล่านี้คือสาขาราชพฤกษ์ ซึ่งมีทั้งร้าน Lemon Kitchen และ A&W รวมถึงอินทนิล การ์เด้น และร้านสะดวกซื้อ Spar ซึ่งได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 1 ใน 10 ร้านสะดวกซื้อที่ดีที่สุดในโลก ในเบื้องต้นเราคาดการณ์ว่าสถานีบริการ flagship นี้จะมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน 600,000 ลิตรต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ 450,000 ลิตรต่อเดือนเนื่องจากเป็นสถานีบริการขนาดใหญ่และมีสถานที่ตั้งที่โดดเด่น แต่ปัจจุบันปริมาณการจำหน่ายเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.2 ล้านลิตรต่อเดือน และเนื่องจากเราได้ขยายธุรกิจไปสู่กลุ่ม Non-oil มากขึ้น เราก็เริ่มเห็นปริมาณการจำหน่ายจากสถานีบริการอื่นๆ เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านลิตรต่อเดือนแล้ว และบางจากเองเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพียงรายเดียวที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น เป้าหมายของเราคือธุรกิจ Non-oil จะต้องมี EBITDA ที่ร้อยละ 30 จาก EBITDA ทั้งหมดของธุรกิจการตลาด ซึ่งจะสามารถทำได้โดยการเพิ่มธุรกิจร้านค้าในสถานีบริการจำนวน 300 แห่ง โดยเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราสามารถทำ EBITDA ได้ 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3 พันล้านบาท และเราตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านบาทในอีก 2-3 ปีข้างหน้าโดยเน้นการขยายสถานีบริการประเภทที่มีตัวแทนเป็นผู้ดำเนินกิจการซึ่งเป็นการสนับสนุนธุรกิจ SME อีกทางหนึ่ง และนอกจากนั้นเรายังมีแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

BCPG เปรียบเสมือนกลไกสำคัญในการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ในเบื้องต้นทางบริษัทฯ เริ่มจากพลังงานแสงอาทิตย์และเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับพลังงานทดแทนอื่นๆ คุณมองว่าบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างไร

BCPG นับเป็นก้าวแรกของเราในการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน และเราได้รับโควตาการผลิต 118 เมกะวัตต์สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย และส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าที่ 8 บาท ปัจจัยบวกในการเริ่มต้นธุรกิจนี้คือเรามีกระแสเงินสดที่ดี และการตัดสินใจในลำดับถัดไปก็คือเราจะดำเนินการเพียงแค่โครงการนี้ต่อไปหรือจะขยายเพิ่มเติม ดังนั้นเราจึงตัดสินใจมุ่งสู่เป้าหมายที่ท้าทายขึ้นที่กำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ ซึ่งมีความท้าทายอย่างมากแต่ทีมงานก็มีผลการปฏิบัติงานที่ดีมากเช่นกัน ตั้งแต่จดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เราได้เข้าซื้อสินทรัพย์เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นจาก Sun Edison ซึ่งมีกำลังการผลิต 193 เมกะวัตต์ การก่อสร้างแล้วเสร็จไป 40 เมกะวัตต์ และที่เหลืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง นอกจากนั้นเรายังเข้าถือหุ้น 40% ในธุรกิจพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ และล่าสุดคือธุรกิจพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Star Energy Group Holdings ในประเทศอินโดนีเซียซึ่งเราถือหุ้น 33.33% มีค่าเท่ากับ 181.5 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตที่บางจากถือทั้งโครงการที่ดำเนินการแล้ว โครงการที่มีการตกลงทำสัญญา และโครงการในอนาคตมีปริมาณเท่ากับ 585 เมกะวัตต์ เราคาดการณ์ว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นจาก 2,500 ล้านบาทเป็น 4-5 พันล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

BCP ได้มีการขยายธุรกิจสู่พลังงานชีวภาพ ทรัพยากร และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม บริษัทฯ มีกลยุทธ์การดำเนินงานในส่วนนี้อย่างไรบ้าง

เรากำลังผลักดันผลิตภัณฑ์ชีวภาพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล อันดับแรกเราเริ่มจากเอทานอล ซึ่งในอดีตทำจากมันสำปะหลังเท่านั้น และเราไม่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ด้วยวงจรราคาของวัตถุดิบ เราจึงได้เข้าเป็นพันธมิตรกับบริษัท น้ำตาลขอนเเก่น จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบแทน และเป็นการใช้เงินทุนมาลงทุนในการพัฒนาโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม สำหรับเราแล้ว เอทานอลถือเป็นสินค้าทั่วไป เราจึงมองหาวิธีการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เฉพาะทางสำหรับทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาค ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร เราได้ลงทุนในบริษัท Lithium Americas ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่ทำต้นทุนได้ต่ำที่สุดรายหนึ่งของโลกและมีแหล่งสำรองลิเธียมเพียงพอสำหรับใช้งานในระยะเวลา 50 ปีข้างหน้า และด้วยความร่วมมือกับผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของโลกอย่าง Ganfeng ในประเทศจีน เราเชื่อว่าเป็นการลดความเสี่ยงและเป็นการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้อง โดยโครงการนี้มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2019 และมีอัตราผลตอบแทนภายในอยู่ที่ 25-30%

ความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญที่สุดต่อธุรกิจคุณคืออะไร

ในการขยายไปสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ นั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือเราต้องมีบุคลากรที่เหมาะสมในการรองรับการขยายดังกล่าว ปัจจุบันทีมงานของเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการบริการจัดการธุรกิจ แต่ด้วยผลิตภัณฑ์และโครงการที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เราเองก็กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถในการเตรียมบุคลากรที่มีศักยภาพเพื่อความสำเร็จตามแนวทางที่ตั้งใจไว้

คุณมองภาพธุรกิจบางจากอย่างไร 5 ปีนับจากนี้ไป

ก่อนที่เราจะสร้างความเป็นเลิศในระบบงานซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งของเรา วิสัยทัศน์ใหญ่ของเราคือการพัฒนาธุรกิจพลังงานสีเขียวที่มีความยั่งยืน เราเปิดกว้างในการดำเนินงานโครงการที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว ภายในองค์กรเองเราตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นบริษัทที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศให้สำเร็จภายในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้จากผลงานที่ปรากฎของ BCPG นอกจากนั้นเรายังมองหาโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับบริษัท Start-up ใน Silicon Valley อย่างต่อเนื่องและเข้าเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าได้


The Executive Talk Interview จัดทำโดย ShareInvestor ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในเอเชียด้านสื่อออนไลน์ทางการด้านเงินและเทคโนโลยี และมีเครือข่ายนักลงทุนสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถส่งอีเมล์มาที่ admin.th@shareinvestor.com เว็บไซต์: www.ShareInvestorThailand.com